อิสราเอล-บาห์เรนสถาปนาสัมพันธ์ “เป็นทางการ”

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลเดินทางไปยังบาห์เรน เพื่อลงนามในเอกสารสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระดับทวิภาคี “อย่างเป็นทางการ”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงมานามา ประเทศบาห์เรน เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ว่านายอาลอน อุชพิซ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศอิสราเอล และนายเมียร์ เบน-ชาบบาต ที่ปรึกษาด้านนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของรัฐบาลเทลอาวีฟ เดินทางด้วยเที่ยวบินพิเศษของสายการบินแอล อัล เยือนกรุงมานามา เมื่อวันอาทิตย์ เพื่อพบหารือกับนายอับดุลลาทีฟ อัล-ซายานี รมว.กระทรวงการต่างประเทศของบาห์เรน และทั้งสองฝ่ายลงนามร่วมกันอีกครั้งในเอกสาร ว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ “ระดับปกติอย่างเป็นทางการ”
 
ทั้งนี้ ซายานีเป็นผู้ลงนามใน “ข้อตกลงอับราฮัม” ว่าด้วยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ในพิธีซึ่งจัดขึ้นที่ทำเนียบขาว ในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ผ่านมา นับเป็นประเทศที่ 4 ในโลกอาหรับ ต่อจากอียิปต์ จอร์แดน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ( ยูเออี ) ซึ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับรัฐบาลเทลอาวีฟ โดยยูเออีลงนามกับอิสราเอล ในพิธีที่ทำเนียบขาวเช่นเดียวกับบาห์เรน

ขณะที่ในพิธีมีตัวแทนผู้สังเกตการณ์จากรัฐบาลวอชิงตัน คือนายสตีฟ มนูชิน รมว.กระทรวงการคลัง แม้ทั้งสองประเทศยืนยันว่าข้อตกลงทั้งสองฉบับ “คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ในการสร้างเสริมเสถียรภาพด้านความมั่นคงให้กับตะวันออกกลาง” แต่จนถึงตอนนี้ยังแทบไม่มีการให้รายละเอียดชัดเจน โดยเฉพาะข้อตกลงอับราฮัมซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพ” ด้านผู้สันทัดกรณีมองว่า เป็นการขยายแนวรบของสงครามการทูตต่ออิหร่านมากกว่า

ส่วนซาอุดีอาระเบียแม้ยืนยันว่า การสร้างสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ “สำคัญกว่า” แต่เที่ยวบินของแอล อัล เดินทางจากกรุงเทลอาวีฟผ่านน่านฟ้าของซาอุดีอาระเบียไปยังบาห์เรน ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลอิสราเอลและยูเออีมีกำหนดลงนามร่วมกันในวันอังคารที่ 19 ต.ค. นี้ตามเวลาท้องถิ่น เรื่องการเปิดเส้นทางบินตรง 28 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ระหว่างกรุงเทลอาวีฟกับกรุงอาบูดาบี และนครดูไบ

Related posts